ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

อาเซกาวา นักค้นหา "ความเงาของรองเท้า" กับเส้นทางชีวิตสุดโหด!!





อาเซกาวา นักค้นหา "ความเงาของรองเท้า" กับเส้นทางชีวิตสุดโหด!!


นักศึกษาหลายคนที่จบการศึกษาใหม่ช่วงนี้ หลายคนอาจยังไม่ทราบว่าตนเองนั้นชอบด้านไหนหรือถนัดอะไร บางคนอาจกำลังหางานทำ บางคนก็คิดว่าอยากจะเรียนต่อ บางคนทำงานไปแล้ว ก็รู้สึกเบื่อ บอกว่ามันไม่ใช่เส้นทางของเรา จนบางครั้งหลายคนคิดว่า ถ้าเราเข้าใจตัวเองสักนิด เราน่าจะรู้ว่าเราอยากจะเลือกเส้นทางไหน?





แต่รู้ไหมครับ? ในประเทศญี่ปุ่น มีหนุ่มคนหนึ่งมีทางเลือกในชีวิตเพียงสองทาง คือ รับจ้างเป็นคนนวดตามสถานีรถไฟ หรือ เป็นคนขัดรองเท้า แม้ต้นทุนชีวิตจะเริ่มจากศูนย์ แต่เขาสามารถก้าวข้ามอุปสรรค จนสามารถเปิดร้านขัดรองเท้าชื่อดังเป็นของตัวเอง อะไรคือเบื้องหลัง ลองมาอ่านเรื่องนี้กันครับ


ย้อนไปเมื่อประมาณ 4 ปีก่อน ณ ย่านโอโมเตะซันโดะ ย่านการค้าของวัยรุ่นและคนทำงาน ในช่วงเวลาที่เร่งรีบผู้คนเดินพลุกพล่านสวนกันขวักไขว่นี้ คือสภาพที่เราเห็นคุ้นตากันทุกวัน





เมื่อเดินมาถึงหน้าสถานีรถไฟโตเกียว เราจะได้เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังกุลีกุจอกับงานขัดรองเท้า ก้มหน้า ก้มตาขัด โดยที่ไม่สนใจสายตาใดที่มักสงสัยว่า ทำไมหนุ่มน้อยที่น่าจะมีอนาคตไกลคนนี้ จึงมาเลือกทำอาชีพขัดรองเท้า
คุณยูยะ อาเซกาวา เริ่มต้นอาชีพจากการเป็นเซลล์ขายของ แต่โชคไม่ดีที่ล้มป่วย จึงเปลี่ยนมาเป็นอาชีพคนส่งของ แต่รายได้ไม่พอใช้



เมื่อเริ่มเข้าตาจน เขาจึงเริ่มหาแหล่งรายได้ใหม่ ซึ่งขณะนั้นสิ่งที่เขาทำได้คือต้องเลือกระหว่าง การรับจ้างขัดรองเท้า หรือการรับนวดไหล่ตามสถานีรถไฟ เขาได้ตัดสินใจเลือกขัดรองเท้าเพราะคิดว่าลงทุนไม่มาก และไม่ต้องใช้ทักษะ




คุณอาเซกาวา เริ่มเขียนป้ายเชิญชวนขัดรองเท้า แล้วเขาได้เข้าไปร้านร้อยเยน เพื่อไปซื้ออุปกรณ์ เขารับจ้างขัดรองเท้าครั้งละ 500 เย็น โดยเริ่มงานตั้งแต่แปดโมงเช้า ถึงสี่ทุ่ม ผ่านไปได้สี่ห้าเดือน เริ่มมีลูกค้าประจำ
และวันหนึ่งก็มีเหตุการณ์ที่เป็นจุดพลิกผันในชีวิต เมื่อมีลูกค้าประจำคนหนึ่ง มาต่อขอลดราคา

คุณอาเซกาวา ถามลูกค้าตรงๆว่า “ทำไมต้องลดราคาด้วย”
ลูกค้าตอบว่า “คุณน่ะ ขัดรองเท้าไม่สวยเลย ดูเจ้าอื่นซิ เค้าทำได้ดีกว่าคุณ”
จากตรงนี้เองทำให้คุณอาเซกาวาเริ่มเดินไปสังเกตเจ้าอื่นซึ่งมีอยู่สี่ห้าเจ้าขณะนั้น และแปลกใจที่รองเท้าคู่เดียวกัน แต่พอขัดแล้ว มันเงาได้ขึ้นมากกว่าเดิมจริงๆ

จากตรงนี้ทำให้เขาเรียนรู้ว่าการขัดรองเท้ามันลึกซึ้งและมีอะไรมากมายเกินกว่าที่คิด ทำให้เขาตั้งใจเริ่มอาชีพนี้อย่างจริงจัง เรียนรู้จากหนังสือต่างๆและเรียนเพิ่มเติมเกี่ยวกับหนังรองเท้าแบบต่างๆ ทำให้พัฒนาความรู้ของตัวเองจนเชี่ยวชาญขึ้นมา สี่ปีผ่านไป จากขัดรองเท้าแบกะดินข้างถนน เขาสามารถขยับขยาย จนเปิดร้านชั้นดีเป็นของตัวเองได้ในที่สุด




จากเรื่องราวของคุณอาเซกาวา กับจุดเริ่มต้นชีวิตที่เริ่มจากศูนย์ แต่การที่เขารู้จักตนเอง และพยายามขวานขวายและพัฒนางานที่ทำอยู่อย่างไม่หยุดยั้ง ทำอย่างตั้งใจ ทำอย่างมีวินัย จนประสบความสำเร็จสูงสุดในวันนี้
เราเองก็เหมือนกัน ลองสังเกตตนเองดูว่าถนัดด้านไหน แล้วลองทุ่มใจดู ให้รักในสิ่งที่ทำ หมั่นเรียนรู้ พัฒนา ไม่ช้าสักวัน ความสำเร็จต้องเป็นของเรา

เรียบเรียงโดย นายริตะ
จากรายการ ดูให้รู้ - นี่แหละมืออาชีพ (29 พ.ย. 57)
ภาพ : รายการ ดูให้รู้ - นี่แหละมืออาชีพ

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ทิ้ง(ขยะ)ในใจ...เรื่องจริงของการให้อภัย ในสงครามโลกครั้งที่ 2

ทิ้ง(ขยะ)ในใจ....สงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่เคยลืม ถ้าเปรียบขยะทั้งหลาย เหมือน ความโกรธ ความเคียดแค้น การจับผิด  จากการไม่ให้อภัย เมื่อใดก็ตามที่เรานึกถึงสิ่งเหล่านี้บ่อยๆ ก็เกิดการสะสมสิ่งเน่า ๆ ไว้กับตัวเอง เดินไปไหนก็ส่งกลิ่นเหม็นตามไปด้วย ใบหน้าบิดหน้าเบี้ยว เต็มไปด้วยความเครียด นานเข้า ๆ ใจก็จะคุกรุ่นรุ่มร้อนไปด้วยความทุกข์ ซึ่งเมื่อเราสะสมมันเข้าแล้ว ก็ไม่ต่างอะไรกับการสะสมขยะในใจ ผมได้ข้อคิดเรื่องนี้จากหนังสือ “คุณในอนาคตต้องขอบคุณตัวเองที่สู้อดทนในวันนี้” ซึ่งมีเรื่องหนึ่งได้เขียนไว้ดังนี้ ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 มีทหารกองหนึ่งต้องฝ่าเข้าไปรบกับข้าศึก ในยามคับขัน เป็นความโชคร้ายของทหารสองนาย ที่ต้องพลัดหลงไปในป่าลึกที่มีโอกาสรอดแทบเป็นศูนย์ ทหารทั้งสองต่างช่วยกันฝ่าอันตรายต่าง ๆ อย่างยากลำบาก จนแทบจะตายเพราะการขาดอาหาร แต่โชคดีที่เมื่อผ่านไป 10 วัน ทั้งสองได้ล่อยิงกวางตัวหนึ่งได้สำเร็จ ทำให้พวกเขาดีใจมาก ที่จะไม่ต้องอดอาหารแล้ว แต่ขณะกำลังดีใจกันอยู่นั้น พวกเขาก็ต้องเจอพวกข้าศึก  จึงได้เกิดการปะทะกันอีกครั้ง ทั้งสองได้หลบหลีกข้าศ...

เรื่องเล่า"ริมหน้าต่าง" ที่คนอายุ 22 ปีไม่เคยเห็น

เรื่องเล่า"ริมหน้าต่าง" ที่คนอายุ 22 ปีไม่เคยเห็น   รถเมล์ที่วิ่งเข้าตัวอำเภอนางรองจังหวัดบุรีรัมย์ ปกติทุกวันก็ไม่มีอะไรแปลกใหม่ แต่วันนี้มีเหตุการณ์ที่หลายคนบนรถ ต้องเก็บสิ่งนี้เป็นความทรงจำหนึ่งของชีวิต เรามาลองติดตามไปพร้อมกันนะครับ   ภาพจากกระทู้พันทิป จากคุณ momay_Qoo ขณะที่รถเมล์สายหนึ่งที่ชาวบ้านคุ้นเคยกำลังวิ่งจากตัวจังหวัดไปยังอำเภอเล็ก ๆ แห่งหนึ่งของจังหวัดบุรีรัมย์ ในช่วงปลายฝนต้นหนาว ยามนี้สองฟากข้างทางเต็มไปด้วยทุ่งนาอันเขียวขจี ต้นตาลเอนลู่ล้อลม ลมพัดเย็นๆ แต่ในความสงบนี้มักมีเหตุการณ์บางอย่างซ่อนอยู่เสมอ   ในขณะนั้นเอง บนรถเมล์สายเดิมบนที่นั่งเบาะกลางคันรถ มีสองพ่อลูกคู่หนึ่ง กำลังคุยเรื่องอะไรกันเสียงดังพอที่จะทำให้คนอื่นสงสัยปนรำคาญ เมื่อมองไปก็เห็นคนที่ชวนคุย น่าจะเป็นฝั่งลูกชายมากกว่า เขาเป็นชายหนุ่มอายุราว 20 ต้น ๆ แต่ช่างซัก ช่างถาม ช่างสงสัย ราวเด็ก 5 ขวบ   ลูกชาย : “ พ่อนั้น นาใช่ไหมครับ สีมันเขียวดีจริง ๆ โห มันกว้างใหญ่ขนาดนี้เลยหรือครับ ”   ...