ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ทิ้ง(ขยะ)ในใจ...เรื่องจริงของการให้อภัย ในสงครามโลกครั้งที่ 2

ทิ้ง(ขยะ)ในใจ....สงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่เคยลืม



ถ้าเปรียบขยะทั้งหลาย เหมือน ความโกรธ ความเคียดแค้น การจับผิด  จากการไม่ให้อภัย เมื่อใดก็ตามที่เรานึกถึงสิ่งเหล่านี้บ่อยๆ ก็เกิดการสะสมสิ่งเน่า ๆ ไว้กับตัวเอง เดินไปไหนก็ส่งกลิ่นเหม็นตามไปด้วย ใบหน้าบิดหน้าเบี้ยว เต็มไปด้วยความเครียด นานเข้า ๆ ใจก็จะคุกรุ่นรุ่มร้อนไปด้วยความทุกข์
ซึ่งเมื่อเราสะสมมันเข้าแล้ว ก็ไม่ต่างอะไรกับการสะสมขยะในใจ

ผมได้ข้อคิดเรื่องนี้จากหนังสือ “คุณในอนาคตต้องขอบคุณตัวเองที่สู้อดทนในวันนี้”
ซึ่งมีเรื่องหนึ่งได้เขียนไว้ดังนี้





ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 มีทหารกองหนึ่งต้องฝ่าเข้าไปรบกับข้าศึก ในยามคับขัน เป็นความโชคร้ายของทหารสองนาย ที่ต้องพลัดหลงไปในป่าลึกที่มีโอกาสรอดแทบเป็นศูนย์
ทหารทั้งสองต่างช่วยกันฝ่าอันตรายต่าง ๆ อย่างยากลำบาก จนแทบจะตายเพราะการขาดอาหาร
แต่โชคดีที่เมื่อผ่านไป 10 วัน ทั้งสองได้ล่อยิงกวางตัวหนึ่งได้สำเร็จ ทำให้พวกเขาดีใจมาก ที่จะไม่ต้องอดอาหารแล้ว




แต่ขณะกำลังดีใจกันอยู่นั้น พวกเขาก็ต้องเจอพวกข้าศึก  จึงได้เกิดการปะทะกันอีกครั้ง ทั้งสองได้หลบหลีกข้าศึกจนสถานการณ์เริ่มดีขึ้น พวกเขารอดพ้นจากฝ่ายตรงข้ามได้
แต่แล้ว...เสียงปืนก็ดังขึ้น ปัง!!! พลทหารที่อยู่ด้านหน้าได้ล้มฟุบลง เพราะถูกยิงที่หัวไหล่เลือดกระจาย เพื่อนทหารรีบวิ่งเข้าไปประคอง แล้วรีบทำแผลให้ แต่ความหวังที่เขาจะมีชีวิตรอดก็เลือนลางลงไปทุกที  ในขณะที่เพื่อนทหารก็ได้แต่ร้องไห้คร่ำครวญถึงแม่ที่กำลังป่วยของตน




หลังจากนั้นไม่นาน กองกำลังที่เหลือได้ออกตามหาทั้งสองจนพบ เค้าทั้งคู่จึงรอดจากสถานการณ์อันโหดร้ายดังกล่าวมาได้ แต่น่าเสียดายที่พลทหารคนหนึ่งต้องสูญเสียมารดา ในขณะปฏิบัติงานอยู่นั้นเอง


30 ปีผ่านไป แอนเดอร์สัน คือชื่อจริงของพลทหารที่ถูกยิงในขณะนั้น ได้ออกมากล่าวความในใจที่น่าตกตะลึงว่า



“ ผมรู้ว่าคนที่ยิงผมคือใคร เขาก็คือเพื่อนทหารของผมนั่นเอง ตอนเขามากอดผม ผมรู้สึกได้เลยว่ากระบอกปืนของเขาร้อน แต่ตอนนั้นผมยกโทษให้เขา เพียงคิดว่าเขาคงอยากจะทานเนื้อกวางตัวนั้น เพื่อให้มีชีวิตรอดต่อไป และจะกลับไปดูแลแม่ของเขาได้ ตั้งแต่นั้นมาผมแกล้งทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่พูดถึงมันอีกเลย จนวันที่ผมและเขาได้ทำการเคารพศพแม่ของเขา เขาได้คุกเข่าลงขอโทษในสิ่งที่ทำไป ผมยกโทษให้เค้า และเราก็เป็นเพื่อนกันต่อไป ”




การให้อภัย ไม่ใช่แค่เพียงการยกโทษ หรือการไม่โกรธเคืองในความผิดของคนอื่นเท่านั้น แต่มันคือการปลดปล่อยอารมณ์ความรู้สึก ความเคียดแค้น ความกลัดกลุ้มใจของตนเองให้จางหายไป เปิดโอกาสให้ใจได้เซ็ตซีโร่ และได้เปิดรับสิ่งใหม่ เข้ามาในชีวิต โดยอาศัยการประนีประนอมและพบกันครึ่งทาง ซึ่งเชื่อว่าหากเราให้อภัยได้ ใจเราจะได้รับแต่ความสุข นับแต่วินาทีที่เราได้ให้อภัยไปแล้ว

กลิ่นหอมของดอกไวโอเล็ต ยังคงติดอยู่บนกีบเท้าของม้า แม้ว่าม้าจะทำร้ายมัน
โดยเหยียบมันจนแบนก็ตาม นี้คือการให้อภัย : มาร์ค ทเวน กล่าว
เรามาลองฝึกที่จะให้อภัยกันดูครับ ผมขอเป็นกำลังใจให้ทุกคน ✌✌✌


-------------------------------------------------------------------------------------------------------

เรียบเรียง โดย นายริตะ
จากหนังสือ คุณในอนาคตต้องขอบคุณตัวเองที่สู้อดทนในวันนี้
เพจ #2582เรื่องที่ซึ่งเรารู้สึกดี
ขอขอบคุณภาพจาก www.pixabay.com

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

อาเซกาวา นักค้นหา "ความเงาของรองเท้า" กับเส้นทางชีวิตสุดโหด!!

อาเซกาวา นักค้นหา "ความเงาของรองเท้า" กับเส้นทางชีวิตสุดโหด!! นักศึกษาหลายคนที่จบการศึกษาใหม่ช่วงนี้ หลายคนอาจยังไม่ทราบว่าตนเองนั้นชอบด้านไหนหรือถนัดอะไร บางคนอาจกำลังหางานทำ บางคนก็คิดว่าอยากจะเรียนต่อ บางคนทำงานไปแล้ว ก็รู้สึกเบื่อ บอกว่ามันไม่ใช่เส้นทางของเรา จนบางครั้งหลายคนคิดว่า ถ้าเราเข้าใจตัวเองสักนิด เราน่าจะรู้ว่าเราอยากจะเลือกเส้นทางไหน ? แต่รู้ไหมครับ ? ในประเทศญี่ปุ่น มีหนุ่มคนหนึ่งมีทางเลือกในชีวิตเพียงสองทาง คือ รับจ้างเป็นคนนวดตามสถานีรถไฟ หรือ เป็นคนขัดรองเท้า แม้ต้นทุนชีวิตจะเริ่มจากศูนย์ แต่เขาสามารถก้าวข้ามอุปสรรค จนสามารถเปิดร้านขัดรองเท้าชื่อดังเป็นของตัวเอง อะไรคือเบื้องหลัง ลองมาอ่านเรื่องนี้กันครับ ย้อนไปเมื่อประมาณ 4 ปีก่อน ณ ย่านโอโมเตะซันโดะ ย่านการค้าของวัยรุ่นและคนทำงาน ในช่วงเวลาที่เร่งรีบผู้คนเดินพลุกพล่านสวนกันขวักไขว่นี้ คือสภาพที่เราเห็นคุ้นตากันทุกวัน เมื่อเดินมาถึงหน้าสถานีรถไฟโตเกียว เราจะได้เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังกุลีกุจอกับงานขัดรองเท้า ก้มหน้า ก้มตาขัด โดยที่ไม่สนใจสายตาใดที่มักสงสัยว่า ทำไมหนุ่...

เรื่องเล่า"ริมหน้าต่าง" ที่คนอายุ 22 ปีไม่เคยเห็น

เรื่องเล่า"ริมหน้าต่าง" ที่คนอายุ 22 ปีไม่เคยเห็น   รถเมล์ที่วิ่งเข้าตัวอำเภอนางรองจังหวัดบุรีรัมย์ ปกติทุกวันก็ไม่มีอะไรแปลกใหม่ แต่วันนี้มีเหตุการณ์ที่หลายคนบนรถ ต้องเก็บสิ่งนี้เป็นความทรงจำหนึ่งของชีวิต เรามาลองติดตามไปพร้อมกันนะครับ   ภาพจากกระทู้พันทิป จากคุณ momay_Qoo ขณะที่รถเมล์สายหนึ่งที่ชาวบ้านคุ้นเคยกำลังวิ่งจากตัวจังหวัดไปยังอำเภอเล็ก ๆ แห่งหนึ่งของจังหวัดบุรีรัมย์ ในช่วงปลายฝนต้นหนาว ยามนี้สองฟากข้างทางเต็มไปด้วยทุ่งนาอันเขียวขจี ต้นตาลเอนลู่ล้อลม ลมพัดเย็นๆ แต่ในความสงบนี้มักมีเหตุการณ์บางอย่างซ่อนอยู่เสมอ   ในขณะนั้นเอง บนรถเมล์สายเดิมบนที่นั่งเบาะกลางคันรถ มีสองพ่อลูกคู่หนึ่ง กำลังคุยเรื่องอะไรกันเสียงดังพอที่จะทำให้คนอื่นสงสัยปนรำคาญ เมื่อมองไปก็เห็นคนที่ชวนคุย น่าจะเป็นฝั่งลูกชายมากกว่า เขาเป็นชายหนุ่มอายุราว 20 ต้น ๆ แต่ช่างซัก ช่างถาม ช่างสงสัย ราวเด็ก 5 ขวบ   ลูกชาย : “ พ่อนั้น นาใช่ไหมครับ สีมันเขียวดีจริง ๆ โห มันกว้างใหญ่ขนาดนี้เลยหรือครับ ”   ...