ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

เงินซื้อได้ทุกอย่างจริงหรือ?


เงินซื้อได้ทุกอย่างหรือ?
ข้อคิดจากหนังสือฝึกอ่าน OXFORD BOOKWORMS
One Thousand Dollars and Other Plays
ตอนที่ 1 All that Money can Buy



 No, father, your money can’t help me. It can’t buy me one minute of time.
 ไม่เลยครับ..คุณพ่อ เงินของคุณพ่อ ไม่สามารถซื้อเวลาแค่ 1 นาทีของผมได้ครับ”

 ชายหนุ่มพูดกับพ่อ(มหาเศรษฐีแห่งเมืองนิวยอร์ค)ของเขา ด้วยความเศร้าใจ

 You say that money can’t buy time?
 ลูกบอกว่าเงินซื้อเวลาไม่ได้เหรอ (คอยดูก็แล้วกัน)” พ่อตอบลูกชาย

 ชายหนุ่มคนนี้ ได้หลงรักหญิงสาวสวยคนหนึ่ง แต่หล่อนเป็นนักวางแผน จะทำอะไรก็มีการวางแผนล่วงหน้า จนชายหนุ่มไม่มีเวลาบอกรักเธอ (หล่อนคงไม่มีแผนนี้อยู่ในใจ) แม้ตัวเองจะเป็นลูกของมหาเศรษฐี มีเงินทองใช้มากมาย แต่ไม่อาจใช้เงินทองนั้นมาช่วยให้หล่อนรักเขาได้

 กาลเวลาผ่านไป หล่อนต้องไปอยู่ยุโรป 2 ปี เขานัดกับหล่อนว่าจะไปส่ง แล้วจะขึ้นรถแท็กซี่ ไปด้วยกัน มีเวลาอยู่ด้วยกันในรถแค่ 7-8 นาที จึงมีเวลาไม่พอจะบอกรัก ชายหนุ่มกลุ้มใจมาก เขาพูดเรื่องนี้กับพ่อของเขา พ่อของเขาก็บอกทำนองว่าเรามีเงินทองมากมาย เรื่องนี้ไม่เห็นยากอะไร ชายหนุ่มจึงเล่าเรื่องนี้ให้พ่อเขาฟัง แล้วต่อท้ายด้วยคำว่า “It can’t buy me one minute of time.” ดังที่กล่าวมาตอนต้น

 พ่อของเขา เอาเรื่องนี้ไปเล่าให้น้องสาว (อาของชายหนุ่ม) ฟัง น้องสาวก็กล่าวตำหนิพี่ชาย ว่า “You’re always thinking about money.” พี่มักจะคิดแต่เรื่องเงิน

 ก่อนวันที่ชายหนุ่มจะออกไปส่งหญิงสาว อาของเขาได้เอาแหวนวงหนึ่งมาให้เขา แล้วบอกเขาว่า เป็นแหวนของแม่เธอ (คงจะเสียชีวิตไปแล้ว) แม่เธอบอกให้ฉันให้เธอเมื่อถึงเวลาที่เธอมีความรัก เพราะ “It brought good luck in love.” มันนำมาซึ่งความโชคดีในความรัก แม่เธอว่างั้น ...



 เมื่อชายหนุ่มนั่งอยู่ในรถแท็กซี่กับหญิงสาว เขามีเวลาแค่ 7-8 นาที จะบอกรัก แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง จึงเอาแหวนออกจากกระเป๋าเสื้อ ตั้งใจจะให้หญิงสาวดู แต่ไม่ทันระวังแหวนก็ตกออกนอกรถไป (แท็กซี่ยุคนั้นไม่มีหลังคา) เขาจึงบอกให้คนขับหยุด แล้วลงไปหาแหวน เขาพูดกับหญิงสาวว่า “I’ve dropped a ring. It was my mother’s. I must look for it. I don’t want to lose it. ผมทำแหวนตก เป็นแหวนของแม่ผม ผมต้องหามันก่อน ผมไม่อยากจะเสียมันไป”

 ส่วนหญิงสาวบนรถดูร้อนรนมาก เพราะกลัวไปสาย ส่วนคนขับเริ่มเห็นอะไรบางอย่างรอบ ๆ ที่ผิดปกติ

 ไม่นานชายหนุ่มก็หาแหวนพบ แล้วกลับมาที่รถ แล้วสั่งคนขับ ให้รีบเดินทางต่อ
 “Sorry, sir. But I Can’t” คนขับบอก เพราะไม่รู้รถแท็กซี่มาจากไหนมาบริเวณนั้นเต็มไปหมด อยู่กันอย่างไม่เป็นระบบระเบียบ



 “I’m very sorry” ชายหนุ่มบอก  We can’t go on , and it’ll take an hour to move all this traffic away!” เราไปไม่ได้ และจะใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงในการเคลื่อนย้ายการจราจรทั้งหมดนี้ออกไป
 เหตุการณ์เป็นแบบนี้ หญิงสาวก็ทำใจ วันนี้คงไม่ได้ไปยุโรปแล้ว
 “Show me the ring.” ไหนเอาแหวนให้ฉันดูซิ ...  แล้วเหตุการณ์ก็ดำเนินไป ชายหนุ่มได้โอกาสบอกสิ่งที่ตัวเองอยากบอกกับหญิงสาว เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยที่ทั้งชายหนุ่มและหญิงสาวไม่ได้วางแผนมาก่อน

 ต่อมา อาของชายหนุ่ม ได้ไปพูดคุยกับพ่อของเขา ว่าลูกชายของคุณจะแต่งงานกับหญิงสาวที่เขาหมายปองในเร็ววัน แล้วเล่าเหตุการณ์ (คงฟังมาจากหลานชาย) ในรถแท็กซี่ให้ฟัง ว่าหลานชายได้มีโอกาสบอกรักหญิงสาว แต่สิ่งที่ทำให้มีโอกาสนั้นคือ “แหวน” ที่ฉันให้เขา ไม่ใช่เงินของคุณ ดังนั้น “Don’t ever say “Money can buy anything!” to me again” อย่าพูดกับฉันอีกว่า เงินสามารถซื้อได้ทุกสิ่งทุกอย่าง 



 พ่อของชายหนุ่ม ฟังแล้วยิ้มๆ ไม่ได้พูดอะไร

 วันรุ่งขึ้น พ่อของชายหนุ่ม ไปที่ทำงาน วันนี้เขามีนัดที่จะจ่ายเงินให้กับ Mr. Kelly ซึ่งเป็นลูกจ้างของเขา เพราะก่อนหน้านี้ Kelly ต้องใช้เงินส่วนตัว 300 ดอลล่าร์ ในการจ่ายให้คนขับรถแท็กซี่และผู้ที่เกี่ยวข้องหลายคน เพื่อให้เกิดเหตุการณ์จราจรติดขัดในวันนั้น วันนี้เขามารับเงินส่วนนั้นคืน พร้อมกับเงินส่วนต่างคือค่าแรงที่เขาต้องได้

 “Here you are, Kelly. One thousand for your work, and your three hundred back. OK? นี่.. (ค่าจ้าง) 1,000 ดอลล่าร์ และ อีก 300 ดอลล่าร์ ที่คุณต้องจ่ายไปก่อน..

 สรุป เหตุการณ์จราจรติดขัดในวันนั้น เกิดจากการวางแผนของพ่อชายหนุ่ม มหาเศรษฐีแห่งนิวยอร์ค ....  ยังจำประโยคที่มหาเศรษฐี พูดกับลูกชายของเขาในต้นเรื่องได้ไหม “You say that money can’t buy time? ลูกบอกว่าเงินซื้อเวลาไม่ได้เหรอ (คอยดูก็แล้วกัน)”



 ข้อคิดที่ได้...  ชายหนุ่มสมหวังเพราะอะไร มันมีหลายๆ อย่างประกอบกัน มีทั้งเงินของพ่อ มีทั้งแหวนของแม่ แต่ประเด็นที่จะชี้ให้ดูอยู่ที่ปัญญาของเศรษฐี ที่รู้จักวางแผนใช้เงิน

เงิน เป็น โลกียทรัพย์ ส่วน ปัญญา เป็น อริยทรัพย์ ต้องมีทั้งสองอย่าง ชีวิตจึงจะประสบความสำเร็จก้าวหน้า




 ขอขอบคุณ Oxford Bookworms Library   www.oup.com/bookworms
เรื่องโดย สิรภู

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

อาเซกาวา นักค้นหา "ความเงาของรองเท้า" กับเส้นทางชีวิตสุดโหด!!

อาเซกาวา นักค้นหา "ความเงาของรองเท้า" กับเส้นทางชีวิตสุดโหด!! นักศึกษาหลายคนที่จบการศึกษาใหม่ช่วงนี้ หลายคนอาจยังไม่ทราบว่าตนเองนั้นชอบด้านไหนหรือถนัดอะไร บางคนอาจกำลังหางานทำ บางคนก็คิดว่าอยากจะเรียนต่อ บางคนทำงานไปแล้ว ก็รู้สึกเบื่อ บอกว่ามันไม่ใช่เส้นทางของเรา จนบางครั้งหลายคนคิดว่า ถ้าเราเข้าใจตัวเองสักนิด เราน่าจะรู้ว่าเราอยากจะเลือกเส้นทางไหน ? แต่รู้ไหมครับ ? ในประเทศญี่ปุ่น มีหนุ่มคนหนึ่งมีทางเลือกในชีวิตเพียงสองทาง คือ รับจ้างเป็นคนนวดตามสถานีรถไฟ หรือ เป็นคนขัดรองเท้า แม้ต้นทุนชีวิตจะเริ่มจากศูนย์ แต่เขาสามารถก้าวข้ามอุปสรรค จนสามารถเปิดร้านขัดรองเท้าชื่อดังเป็นของตัวเอง อะไรคือเบื้องหลัง ลองมาอ่านเรื่องนี้กันครับ ย้อนไปเมื่อประมาณ 4 ปีก่อน ณ ย่านโอโมเตะซันโดะ ย่านการค้าของวัยรุ่นและคนทำงาน ในช่วงเวลาที่เร่งรีบผู้คนเดินพลุกพล่านสวนกันขวักไขว่นี้ คือสภาพที่เราเห็นคุ้นตากันทุกวัน เมื่อเดินมาถึงหน้าสถานีรถไฟโตเกียว เราจะได้เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังกุลีกุจอกับงานขัดรองเท้า ก้มหน้า ก้มตาขัด โดยที่ไม่สนใจสายตาใดที่มักสงสัยว่า ทำไมหนุ่...

ทิ้ง(ขยะ)ในใจ...เรื่องจริงของการให้อภัย ในสงครามโลกครั้งที่ 2

ทิ้ง(ขยะ)ในใจ....สงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่เคยลืม ถ้าเปรียบขยะทั้งหลาย เหมือน ความโกรธ ความเคียดแค้น การจับผิด  จากการไม่ให้อภัย เมื่อใดก็ตามที่เรานึกถึงสิ่งเหล่านี้บ่อยๆ ก็เกิดการสะสมสิ่งเน่า ๆ ไว้กับตัวเอง เดินไปไหนก็ส่งกลิ่นเหม็นตามไปด้วย ใบหน้าบิดหน้าเบี้ยว เต็มไปด้วยความเครียด นานเข้า ๆ ใจก็จะคุกรุ่นรุ่มร้อนไปด้วยความทุกข์ ซึ่งเมื่อเราสะสมมันเข้าแล้ว ก็ไม่ต่างอะไรกับการสะสมขยะในใจ ผมได้ข้อคิดเรื่องนี้จากหนังสือ “คุณในอนาคตต้องขอบคุณตัวเองที่สู้อดทนในวันนี้” ซึ่งมีเรื่องหนึ่งได้เขียนไว้ดังนี้ ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 มีทหารกองหนึ่งต้องฝ่าเข้าไปรบกับข้าศึก ในยามคับขัน เป็นความโชคร้ายของทหารสองนาย ที่ต้องพลัดหลงไปในป่าลึกที่มีโอกาสรอดแทบเป็นศูนย์ ทหารทั้งสองต่างช่วยกันฝ่าอันตรายต่าง ๆ อย่างยากลำบาก จนแทบจะตายเพราะการขาดอาหาร แต่โชคดีที่เมื่อผ่านไป 10 วัน ทั้งสองได้ล่อยิงกวางตัวหนึ่งได้สำเร็จ ทำให้พวกเขาดีใจมาก ที่จะไม่ต้องอดอาหารแล้ว แต่ขณะกำลังดีใจกันอยู่นั้น พวกเขาก็ต้องเจอพวกข้าศึก  จึงได้เกิดการปะทะกันอีกครั้ง ทั้งสองได้หลบหลีกข้าศ...

เรื่องเล่า"ริมหน้าต่าง" ที่คนอายุ 22 ปีไม่เคยเห็น

เรื่องเล่า"ริมหน้าต่าง" ที่คนอายุ 22 ปีไม่เคยเห็น   รถเมล์ที่วิ่งเข้าตัวอำเภอนางรองจังหวัดบุรีรัมย์ ปกติทุกวันก็ไม่มีอะไรแปลกใหม่ แต่วันนี้มีเหตุการณ์ที่หลายคนบนรถ ต้องเก็บสิ่งนี้เป็นความทรงจำหนึ่งของชีวิต เรามาลองติดตามไปพร้อมกันนะครับ   ภาพจากกระทู้พันทิป จากคุณ momay_Qoo ขณะที่รถเมล์สายหนึ่งที่ชาวบ้านคุ้นเคยกำลังวิ่งจากตัวจังหวัดไปยังอำเภอเล็ก ๆ แห่งหนึ่งของจังหวัดบุรีรัมย์ ในช่วงปลายฝนต้นหนาว ยามนี้สองฟากข้างทางเต็มไปด้วยทุ่งนาอันเขียวขจี ต้นตาลเอนลู่ล้อลม ลมพัดเย็นๆ แต่ในความสงบนี้มักมีเหตุการณ์บางอย่างซ่อนอยู่เสมอ   ในขณะนั้นเอง บนรถเมล์สายเดิมบนที่นั่งเบาะกลางคันรถ มีสองพ่อลูกคู่หนึ่ง กำลังคุยเรื่องอะไรกันเสียงดังพอที่จะทำให้คนอื่นสงสัยปนรำคาญ เมื่อมองไปก็เห็นคนที่ชวนคุย น่าจะเป็นฝั่งลูกชายมากกว่า เขาเป็นชายหนุ่มอายุราว 20 ต้น ๆ แต่ช่างซัก ช่างถาม ช่างสงสัย ราวเด็ก 5 ขวบ   ลูกชาย : “ พ่อนั้น นาใช่ไหมครับ สีมันเขียวดีจริง ๆ โห มันกว้างใหญ่ขนาดนี้เลยหรือครับ ”   ...